ประเทศไทยยังเป็นหนึ่งในประเทศที่ชาวต่างชาติสนใจเข้ามาลงทุน เปิดบริษัท ทำธุรกิจบริการ ตั้งสำนักงานตัวแทน หรือใช้เป็นฐานดำเนินงานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่การเริ่มธุรกิจในไทยไม่ได้จบแค่การหาทำเล จดทะเบียนบริษัท หรือโอนเงินลงทุนเข้ามาเท่านั้น เพราะชาวต่างชาติต้องดูให้ครบว่า เข้ามาด้วยวีซ่าประเภทใด, จะทำงานในบริษัทหรือไม่, ธุรกิจเข้าข่ายกิจการที่คนต่างด้าวต้องขออนุญาตหรือเปล่า และ ต้องมีใบอนุญาตทำงานหรือเอกสารจากหน่วยงานใดเพิ่มเติมหรือไม่

คำถามที่ว่า ชาวต่างชาติอยากลงทุนทำธุรกิจในไทย ต้องขอวีซ่าและใบอนุญาตอะไรบ้าง? จึงต้องตอบแบบแยกสถานการณ์ ไม่ใช่ตอบว่าใช้วีซ่าธุรกิจอย่างเดียวแล้วจบ เพราะนักลงทุนบางคนแค่ถือหุ้น ไม่ได้ทำงานประจำในบริษัท บางคนเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม บางคนต้องเข้ามาบริหารงานทุกวัน และบางธุรกิจอาจถูกจำกัดตามกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

บทความนี้จะอธิบายภาพรวมของวีซ่าและใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติที่ต้องการลงทุนทำธุรกิจในไทย ตั้งแต่ Non-Immigrant B Visa, Work Permit, Foreign Business License, BOI, Smart Visa, LTR Visa ไปจนถึงเช็กลิสต์เอกสารที่ควรเตรียมก่อนดำเนินการจริง

ก่อนเลือกวีซ่า ต้องแยกให้ออกว่า ลงทุน, ทำธุรกิจ และ ทำงาน ไม่เหมือนกัน

ก่อนเลือกวีซ่า ต้องแยกให้ออกว่า ลงทุน, ทำธุรกิจ และ ทำงาน ไม่เหมือนกัน

หลายกรณีปัญหาเริ่มจากการใช้คำว่า “ลงทุน” รวมกับ “ทำงาน” ทั้งที่ในทางเอกสารอาจเป็นคนละเรื่องกัน ชาวต่างชาติอาจเป็นเพียงผู้ถือหุ้นในบริษัทไทย แต่ไม่ได้เข้ามาทำงานจริง หรืออาจเป็นทั้งผู้ถือหุ้น กรรมการ และผู้บริหารที่ต้องลงมือบริหารธุรกิจทุกวัน ซึ่งแต่ละกรณีใช้เอกสารไม่เหมือนกัน

  • ถือหุ้นอย่างเดียว
    หากชาวต่างชาติถือหุ้นในบริษัทไทย แต่ไม่ได้เข้ามาปฏิบัติงานหรือบริหารงานในประเทศไทย อาจต้องดูประเด็นการถือหุ้นและกฎหมายธุรกิจเป็นหลัก ส่วนวีซ่าและ Work Permit จะขึ้นอยู่กับว่าบุคคลนั้นเข้ามาอยู่ในไทยและทำงานจริงหรือไม่
  • เป็นกรรมการหรือผู้มีอำนาจลงนาม
    หากชาวต่างชาติเป็นกรรมการบริษัท และมีบทบาทในการบริหาร การลงนามสัญญา การตัดสินใจเชิงธุรกิจ หรือการทำงานให้บริษัทในไทย มักต้องประเมินทั้ง Non-B Visa และ Work Permit ให้ถูกต้อง
  • เข้ามาบริหารธุรกิจทุกวัน
    หากเข้ามาดูแลกิจการ เจรจาธุรกิจ ประชุมกับทีม ขายสินค้า ดูแลลูกค้า หรือบริหารพนักงานในไทยอย่างต่อเนื่อง ควรมองว่าเป็นการทำงานหรือประกอบกิจกรรมทางธุรกิจที่ต้องมีสถานะรองรับ ไม่ควรใช้เพียงวีซ่าท่องเที่ยว
  • เปิดธุรกิจที่คนต่างด้าวถือหุ้นเกิน 49%
    หากบริษัทมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติสูงกว่า 49% อาจถูกจัดเป็นบริษัทต่างด้าวตามหลักของ Foreign Business Act และต้องตรวจว่าธุรกิจอยู่ในบัญชีควบคุมหรือไม่

ตารางภาพรวม ชาวต่างชาติลงทุนในไทย ต้องดูเอกสารอะไรบ้าง

สถานการณ์ของผู้ลงทุนวีซ่าที่มักเกี่ยวข้องใบอนุญาต/เอกสารที่ต้องตรวจข้อควรระวัง
เข้ามาประชุม ติดต่อธุรกิจระยะสั้นอาจใช้ Business Visa หรือวีซ่าที่เหมาะกับวัตถุประสงค์เอกสารเชิญ ประชุม หนังสือรับรองบริษัทห้ามทำงานจริงหรือรับตำแหน่งในไทยโดยไม่มีเอกสารรองรับ
เข้ามาทำงานหรือบริหารบริษัทไทยNon-Immigrant B VisaWork Permit และเอกสารนายจ้างต้องได้รับ Work Permit ก่อนเริ่มทำงานตามหลักทั่วไป
ถือหุ้นบริษัทไทยแต่ไม่ได้ทำงานขึ้นกับการพำนักจริง เช่น Tourist, Non-B หรือประเภทอื่นโครงสร้างผู้ถือหุ้น เอกสารบริษัทถือหุ้นอย่างเดียวไม่เท่ากับมีสิทธิทำงานในไทย
บริษัทต่างชาติถือหุ้นเกิน 49%ขึ้นกับผู้บริหาร/พนักงานที่เข้ามาForeign Business License หรือ Certificate ในบางธุรกิจต้องตรวจบัญชีธุรกิจต้องห้าม/ควบคุมก่อนเริ่มกิจการ
ธุรกิจได้รับส่งเสริม BOINon-B/IB หรือช่องทางเฉพาะตาม BOIBOI approval, Work Permit/ตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญขั้นตอนของ BOI และตรวจคนเข้าเมืองต้องทำให้ทันก่อนสถานะหมดอายุ
Startup หรือธุรกิจเทคโนโลยีเป้าหมายSmart Visa ในบางกรณีQualification endorsement จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้ได้เฉพาะกิจการหรืออุตสาหกรรมที่เข้าเกณฑ์
ผู้ลงทุนหรือผู้เชี่ยวชาญศักยภาพสูงLTR Visa ในบางกลุ่มคุณสมบัติรายได้ การลงทุน ประกัน หรือการจ้างงานบางกลุ่มต้องขอ Digital Work Permit หากทำงานกับนิติบุคคลไทย

1. Non-Immigrant B Visa วีซ่าหลักสำหรับการทำงาน ธุรกิจ และการลงทุน

Non-Immigrant Visa Category B หรือ Non-B เป็นวีซ่าที่เกี่ยวข้องกับผู้ที่ต้องการเข้ามาทำงาน ติดต่อธุรกิจ หรือดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจในประเทศไทย โดยกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า ชาวต่างชาติที่ต้องการทำงาน ดำเนินธุรกิจ หรือทำกิจกรรมการลงทุนในไทยต้องขอ Non-Immigrant Visa ที่สถานทูตหรือสถานกงสุลไทย และหากผู้ถือวีซ่าต้องการทำงานในไทย ต้องได้รับ Work Permit ก่อนเริ่มงาน

  • เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องเข้ามาบริหารงานจริง
    หากผู้ลงทุนเป็นกรรมการ ผู้บริหาร หรือผู้จัดการที่ต้องทำงานให้บริษัทในไทย Non-B มักเป็นฐานวีซ่าที่ต้องพิจารณาก่อนยื่น Work Permit
  • ใช้ได้ทั้งกรณีทำงานและติดต่อธุรกิจ
    Non-B ไม่ได้มีไว้สำหรับพนักงานทั่วไปเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการเข้ามาติดต่อธุรกิจ การร่วมประชุม การเจรจา หรือการลงทุนบางประเภท อย่างไรก็ตาม หากมีการทำงานจริงต้องดู Work Permit ด้วย
  • ไม่ควรใช้ Tourist Visa แทน Non-B
    การเข้ามาทำงานหรือบริหารธุรกิจด้วยวีซ่าท่องเที่ยวมีความเสี่ยง เพราะวัตถุประสงค์การพำนักไม่ตรงกับกิจกรรมจริง และอาจกระทบต่อการขอเปลี่ยนประเภทวีซ่าหรือยื่นเอกสารในอนาคต
  • ต้องดูเอกสารบริษัทประกอบ
    การยื่น Non-B สำหรับธุรกิจมักต้องใช้เอกสารจากบริษัท เช่น หนังสือรับรองบริษัท รายชื่อผู้ถือหุ้น เอกสารภาษี หนังสือรับเข้าทำงาน หรือหนังสือเชิญ ขึ้นอยู่กับกรณีและประเทศที่ยื่น

2. Work Permit ใบอนุญาตทำงานที่นักลงทุนหลายคนมองข้าม

Work Permit หรือใบอนุญาตทำงานเป็นเอกสารที่แยกจากวีซ่า วีซ่าทำให้ชาวต่างชาติเข้ามาและพำนักในไทยได้ตามเงื่อนไข ส่วน Work Permit ทำให้ชาวต่างชาติสามารถทำงานในตำแหน่ง นายจ้าง สถานที่ทำงาน และลักษณะงานที่ได้รับอนุญาตได้อย่างถูกต้อง

  • ต้องมีหากเข้ามาทำงานในไทย
    OSOS ระบุหลักทั่วไปว่าชาวต่างชาติที่ทำงานในไทยต้องได้รับใบอนุญาตทำงานก่อนเริ่มงาน ยกเว้นกรณีที่กฎหมายกำหนดเป็นข้อยกเว้นเฉพาะ
  • เจ้าของกิจการก็อาจต้องมี Work Permit
    การเป็นผู้ถือหุ้นหรือเจ้าของกิจการไม่ได้ทำให้มีสิทธิทำงานอัตโนมัติ หากผู้ลงทุนเข้ามาบริหารบริษัท ตรวจงาน พบลูกค้า หรือทำงานประจำในไทย ควรตรวจว่าต้องยื่น Work Permit หรือไม่
  • Work Permit ระบุขอบเขตงาน
    ใบอนุญาตทำงานไม่ได้ให้สิทธิทำงานได้ทุกอย่าง แต่ระบุงาน นายจ้าง และสถานที่ หากเปลี่ยนนายจ้าง เปลี่ยนสถานที่ หรือเปลี่ยนลักษณะงาน ควรดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง
  • ระบบเอกสารเริ่มเป็นดิจิทัลมากขึ้น
    กรมการจัดหางานมีระบบ e-WorkPermit สำหรับการยื่นคำขอหลายประเภท เช่น ขอใบอนุญาตทำงาน ต่ออายุ ขอใบแทน และเปลี่ยนรายการในใบอนุญาตทำงาน จึงควรเตรียมเอกสารบริษัทและผู้ยื่นให้พร้อมก่อนเข้าระบบ

3. Foreign Business License หรือ Foreign Business Certificate  เมื่อธุรกิจเข้าข่ายกิจการของคนต่างด้าว

ชาวต่างชาติที่ต้องการลงทุนทำธุรกิจในไทยไม่ได้ดูแค่วีซ่าของตนเอง แต่ต้องดูสถานะของธุรกิจ ด้วย โดยเฉพาะกรณีที่บริษัทมีต่างชาติถือหุ้นเกิน 49% เพราะอาจถูกจัดเป็นบริษัทต่างด้าว และต้องตรวจว่าอยู่ในธุรกิจตามบัญชีท้าย Foreign Business Act หรือไม่

  • บริษัทไทยกับบริษัทต่างด้าวดูจากสัดส่วนผู้ถือหุ้น
    ตามข้อมูล OSOS บริษัทที่คนไทยถือหุ้น 51% ขึ้นไปถือเป็น Thai Company ส่วนบริษัทที่ต่างชาติถือหุ้นมากกว่า 49% จะถูกจัดเป็น Foreign Company และต้องพิจารณาข้อจำกัดตาม Foreign Business Act
  • ธุรกิจบางประเภทห้ามหรือจำกัดคนต่างด้าว
    OSOS ระบุว่า List 1 ต้องเป็นบริษัทไทยเท่านั้น ส่วน List 2 และ List 3 มีเงื่อนไขและอาจต้องขอ Foreign Business License ก่อนเริ่มดำเนินกิจการ
  • FBL ไม่ใช่ Work Permit
    Foreign Business License คือใบอนุญาตระดับกิจการ ส่วน Work Permit คือใบอนุญาตระดับบุคคล นักลงทุนอาจต้องมีทั้งสองส่วน หากธุรกิจเข้าข่ายควบคุมและผู้ลงทุนทำงานในไทยด้วย
  • ต้องตรวจประเภทธุรกิจก่อนจดทะเบียนหรือเริ่มดำเนินการจริง
    ธุรกิจบริการ ร้านอาหาร ค้าปลีก ค้าส่ง นายหน้า ที่ปรึกษา หรือบริการอื่น ๆ บางประเภทอาจต้องตรวจให้ละเอียด เพราะอาจเข้าข่ายบัญชีควบคุมของคนต่างด้าว

4. BOI ทางเลือกสำหรับธุรกิจที่ต้องการสิทธิประโยชน์และโครงสร้างนักลงทุนต่างชาติ

ธุรกิจบางประเภทที่สอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมการลงทุนของไทยอาจยื่นขอรับการส่งเสริมจาก BOI ได้ เช่น เทคโนโลยี อุตสาหกรรมเป้าหมาย การผลิตขั้นสูง บริการดิจิทัล หรือธุรกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจ หากได้รับส่งเสริม อาจมีสิทธิประโยชน์ด้านภาษี การถือหุ้นต่างชาติ การนำเข้าผู้เชี่ยวชาญ และการดำเนินการเกี่ยวกับวีซ่าและ Work Permit ผ่านช่องทางเฉพาะ

  • เหมาะกับธุรกิจที่มีแผนลงทุนจริงและมีมูลค่าเพิ่ม
    BOI ไม่ใช่ช่องทางสำหรับทุกธุรกิจ แต่เหมาะกับกิจการที่ตรงกับประเภทส่งเสริมและสามารถแสดงแผนลงทุน เทคโนโลยี แรงงาน ทรัพยากร และผลประโยชน์ต่อประเทศได้
  • ช่วยให้การนำผู้เชี่ยวชาญต่างชาติมีระบบมากขึ้น
    กรณีบริษัท BOI ต้องการนำกรรมการ ผู้เชี่ยวชาญ หรือพนักงานต่างชาติเข้ามาทำงาน จะมีขั้นตอนขออนุมัติตำแหน่งและเอกสารที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องทำให้สัมพันธ์กับสถานะวีซ่าและ Work Permit
  • ต้องบริหารระยะเวลาอย่างระมัดระวัง
    ในระบบ BOI หากเอกสารอนุมัติและการต่อวีซ่า/Work Permit ทำไม่ทันก่อนสถานะหมดอายุ อาจต้องเริ่มขั้นตอนใหม่หรือเดินทางออกนอกประเทศเพื่อขอวีซ่าใหม่

5. Smart Visa และ LTR Visa ไม่ใช่คำตอบของทุกธุรกิจ แต่เหมาะกับบางกลุ่ม

นอกจาก Non-B และ Work Permit แบบทั่วไป นักลงทุนบางกลุ่มอาจพิจารณา Smart Visa หรือ LTR Visa หากกิจกรรมและคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ โดยเฉพาะธุรกิจเทคโนโลยี Startup นักลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือผู้เชี่ยวชาญระดับสูง

  • Smart Visa
    Smart Visa เหมาะกับ Talent, Investor, Executive และ Startup ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเว็บไซต์ Smart Visa ของ BOI ระบุว่าผู้ถือ Smart Visa ได้รับอนุญาตให้อยู่สูงสุด 4 ปี และได้รับยกเว้นข้อกำหนด Work Permit สำหรับงานในกิจการที่ได้รับการรับรอง
  • LTR Visa
    LTR Visa เหมาะกับชาวต่างชาติศักยภาพสูงบางกลุ่ม เช่น Wealthy Global Citizens, Wealthy Pensioners, Work-from-Thailand Professionals และ Highly Skilled Professionals โดยกรณีที่ทำงานกับนิติบุคคลไทย ผู้ถือ LTR ต้องขออนุญาตทำงานผ่านระบบ LTR ตามเงื่อนไข
  • ไม่ควรเลือกเพราะชื่อดูดีอย่างเดียว
    Smart Visa และ LTR มีเกณฑ์คุณสมบัติค่อนข้างเฉพาะ หากธุรกิจหรือผู้สมัครไม่เข้าเกณฑ์ การวางแผนด้วย Non-B, Work Permit, BOI หรือโครงสร้างธุรกิจทั่วไปอาจเหมาะกว่า

6. ใบอนุญาตเฉพาะธุรกิจ ธุรกิจบางประเภทต้องขอเพิ่มนอกเหนือจากวีซ่า

นอกจากวีซ่าและ Work Permit แล้ว ธุรกิจบางประเภทต้องมีใบอนุญาตเฉพาะทางตามลักษณะกิจการ เช่น ธุรกิจอาหาร โรงแรม ท่องเที่ยว สุขภาพ การศึกษา นำเข้า-ส่งออก หรือกิจการที่มีข้อกำหนดด้านสถานที่ มาตรฐาน หรือวิชาชีพ การมี Non-B และ Work Permit ไม่ได้แปลว่าธุรกิจสามารถเปิดดำเนินการได้ทุกประเภททันที

  • ร้านอาหารและเครื่องดื่ม
    อาจต้องดูใบอนุญาตสถานที่จำหน่ายอาหาร สุขลักษณะ ป้าย ภาษีท้องถิ่น และหากมีแอลกอฮอล์ต้องดูใบอนุญาตเฉพาะเพิ่มเติม
  • ธุรกิจท่องเที่ยวและบริการนำเที่ยว
    อาจเกี่ยวข้องกับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว มัคคุเทศก์ หรือข้อจำกัดเกี่ยวกับกิจการบริการที่คนต่างด้าวต้องตรวจภายใต้ Foreign Business Act
  • โรงเรียน สถาบันอบรม หรือคลินิก
    มักต้องมีใบอนุญาตเฉพาะหน่วยงานกำกับ และมีผู้ประกอบวิชาชีพหรือผู้รับผิดชอบตามกฎหมาย
  • นำเข้า-ส่งออก
    ต้องดูเรื่องทะเบียนพาณิชย์ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ใบอนุญาตสินค้าควบคุม มาตรฐานสินค้า และเอกสารศุลกากร

เส้นทางเอกสารแบบ Step-by-Step ก่อนชาวต่างชาติเริ่มธุรกิจในไทย

เพื่อไม่ให้เอกสารหลุดเป็นส่วน ๆ นักลงทุนควรวางแผนตามลำดับจากธุรกิจ ไปสู่ สถานะบุคคล เพราะหากโครงสร้างธุรกิจผิดตั้งแต่ต้น การขอวีซ่าและ Work Permit อาจติดปัญหาในภายหลัง

  • ขั้นตอนที่ 1 ตรวจประเภทธุรกิจ
    ดูว่ากิจการที่ต้องการทำอยู่ในกลุ่มบริการ การค้า การผลิต ที่ปรึกษา นำเข้า-ส่งออก หรือธุรกิจเฉพาะทางใด และเข้าข่ายบัญชีควบคุมภายใต้ Foreign Business Act หรือไม่
  • ขั้นตอนที่ 2 วางโครงสร้างผู้ถือหุ้น
    กำหนดว่าสัดส่วนผู้ถือหุ้นไทยและต่างชาติเป็นเท่าไร ใครเป็นกรรมการ ใครมีอำนาจลงนาม และบริษัทจะถูกจัดเป็น Thai Company หรือ Foreign Company
  • ขั้นตอนที่ 3 จดทะเบียนนิติบุคคลและเตรียมเอกสารบริษัท
    เตรียมหนังสือรับรองบริษัท รายชื่อผู้ถือหุ้น ข้อบังคับ สำนักงาน ทุนจดทะเบียน เอกสารภาษี และเอกสารประกอบอื่นที่ต้องใช้ต่อกับวีซ่าและ Work Permit
  • ขั้นตอนที่ 4 ประเมินใบอนุญาตธุรกิจ
    หากธุรกิจเข้าข่าย Foreign Business License หรือใบอนุญาตเฉพาะกิจการ ควรดำเนินการก่อนเริ่มประกอบธุรกิจจริง ไม่ควรรอให้เปิดกิจการแล้วค่อยแก้ทีหลัง
  • ขั้นตอนที่ 5 เลือกวีซ่าของผู้ลงทุน
    หากผู้ลงทุนต้องทำงานหรือบริหารกิจการในไทย ควรพิจารณา Non-B หรือวีซ่าอื่นที่เหมาะสม เช่น Smart Visa หรือ LTR ในกรณีที่เข้าเกณฑ์
  • ขั้นตอนที่ 6 ยื่น Work Permit ก่อนเริ่มทำงาน
    เมื่อมีวีซ่าที่ถูกต้องและบริษัทมีเอกสารพร้อม จึงดำเนินการเรื่อง Work Permit ให้สอดคล้องกับตำแหน่ง งาน นายจ้าง และสถานที่ทำงานจริง
  • ขั้นตอนที่ 7 วางแผนต่ออายุและรายงานตัว
    หลังได้รับอนุญาตแล้วต้องดูวันหมดอายุวีซ่า Work Permit การรายงานตัว 90 วัน Re-entry Permit และการเปลี่ยนแปลงข้อมูลบริษัทหรือการทำงาน
bangkok thailand

เอกสารที่ควรเตรียมก่อนยื่นวีซ่าและ Work Permit

เอกสารจริงจะแตกต่างกันตามสัญชาติของผู้สมัคร ประเภทธุรกิจ สำนักงานที่ยื่น และเงื่อนไขของหน่วยงาน แต่โดยทั่วไปควรเตรียมข้อมูลให้ครบทั้งฝั่งบุคคลและฝั่งบริษัท

เอกสารฝั่งชาวต่างชาติ

  • Passport
    ควรมีอายุเหลือเพียงพอและมีหน้าว่างสำหรับประทับตรา พร้อมสำเนาหน้าที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
  • รูปถ่ายตามขนาดที่กำหนด
    ควรเป็นรูปถ่ายล่าสุด พื้นหลังและขนาดตรงตามข้อกำหนดของหน่วยงานที่ยื่น
  • ประวัติการศึกษาและประสบการณ์
    สำหรับตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหาร หรือพนักงานเฉพาะทาง ควรเตรียม CV, ใบรับรองงาน หรือวุฒิการศึกษาที่เกี่ยวข้อง
  • สัญญาจ้างหรือหนังสือแต่งตั้งตำแหน่ง
    ใช้แสดงว่าชาวต่างชาติเข้ามาทำงานในตำแหน่งใด มีหน้าที่อย่างไร และสัมพันธ์กับธุรกิจของบริษัทอย่างไร
  • หลักฐานเงินลงทุนหรือความสัมพันธ์กับบริษัท
    สำหรับนักลงทุนหรือกรรมการ อาจต้องเตรียมเอกสารหุ้น หนังสือแต่งตั้งกรรมการ หรือหลักฐานการนำเงินเข้ามาตามกรณี

เอกสารฝั่งบริษัท

  • Company Certification Letter
    ควรเป็นฉบับล่าสุดและข้อมูลต้องตรงกับโครงสร้างผู้ถือหุ้น กรรมการ และที่ตั้งบริษัท
  • บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น
    ใช้ตรวจสัดส่วนหุ้นไทยและต่างชาติ ซึ่งมีผลต่อการประเมินว่าเป็น Thai Company หรือ Foreign Company
  • เอกสารภาษีและประกันสังคม
    หลายกรณีต้องใช้เอกสารภาษี ภ.พ.30 งบการเงิน หรือเอกสารการจ้างงานพนักงานไทยประกอบการยื่น
  • หลักฐานสถานที่ทำงาน
    เช่น สัญญาเช่า รูปถ่ายสำนักงาน แผนที่ หรือใบอนุญาตสถานประกอบการตามประเภทธุรกิจ
  • เอกสารใบอนุญาตเฉพาะกิจการ
    หากธุรกิจต้องมีใบอนุญาตเฉพาะ เช่น ร้านอาหาร โรงแรม โรงเรียน คลินิก หรือกิจการนำเข้า ควรเตรียมให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การทำงาน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อชาวต่างชาติลงทุนทำธุรกิจในไทย

  • คิดว่าเปิดบริษัทแล้วทำงานได้ทันที
    การมีบริษัทในไทยหรือถือหุ้นในบริษัทไม่ได้แปลว่าชาวต่างชาติทำงานได้ทันที หากมีการทำงานจริงต้องตรวจเรื่องวีซ่าและ Work Permit ให้ถูกต้อง
  • ใช้ Nominee Shareholder โดยไม่ตรวจความเสี่ยง
    การให้คนไทยถือหุ้นแทนโดยไม่ได้มีการลงทุนจริงหรือไม่มีอำนาจตามความเป็นจริง อาจสร้างความเสี่ยงด้านกฎหมายบริษัทและ Foreign Business Act
  • ไม่ตรวจประเภทธุรกิจก่อนจดทะเบียน
    บางธุรกิจอาจเข้าข่าย List 2 หรือ List 3 และต้องขอ Foreign Business License หากจดบริษัทหรือเปิดกิจการไปแล้วจึงค่อยมาตรวจ อาจต้องปรับโครงสร้างใหม่
  • ใช้ Tourist Visa ระหว่างเริ่มทำงานจริง
    หากเริ่มเจรจาลูกค้า ขายสินค้า บริหารพนักงาน หรือรับรายได้จากกิจการในไทย ควรประเมินว่าเข้าข่ายทำงานหรือไม่ ไม่ควรใช้วีซ่าท่องเที่ยวเป็นหลัก
  • Work Permit ไม่ตรงกับงานจริง
    หาก Work Permit ระบุตำแหน่งหนึ่ง แต่ทำงานอีกลักษณะหนึ่ง หรือย้ายสำนักงานโดยไม่แก้ไขข้อมูล อาจเกิดปัญหาเมื่อตรวจสอบ
  • ลืมวางแผน Re-entry Permit และ 90-Day Report
    ชาวต่างชาติที่ออกนอกประเทศโดยไม่ดู Re-entry Permit หรืออยู่ไทยเกิน 90 วันโดยไม่รายงานตัว อาจกระทบสถานะการพำนักและการต่อเอกสาร

Lawyer V-Work ช่วยชาวต่างชาติที่ต้องการลงทุนทำธุรกิจในไทยอย่างไร

เมื่อชาวต่างชาติอยากลงทุนทำธุรกิจในไทย คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ต้องขอวีซ่าประเภทไหน แต่ต้องดูทั้งโครงสร้างบริษัท สัดส่วนผู้ถือหุ้น ตำแหน่งการทำงาน ใบอนุญาตธุรกิจ และแผนการต่อเอกสารในอนาคต หากเอกสารแต่ละส่วนไม่สอดคล้องกัน อาจทำให้การยื่น Non-B, Work Permit หรือการเปลี่ยนประเภทวีซ่าติดปัญหาได้

บริการของ Lawyer V-Work ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นักลงทุนและชาวต่างชาติที่ต้องการทำงานในไทยอย่างครบวงจร โดยครอบคลุมตั้งแต่บริการด้านวีซ่า (Visa Service) ทั้งการขอใหม่ การต่ออายุ (Extension) และการเปลี่ยนประเภทวีซ่า (Type Change) ไปจนถึงการบริหารจัดการใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) อย่างมืออาชีพ ไม่ว่าจะเป็นการยื่นขอใหม่ การแจ้งเริ่มหรือออกจากงาน การเปลี่ยนนายจ้าง สถานที่ทำงาน หรือลักษณะงาน ด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึกในทุกขั้นตอน คุณจึงมั่นใจได้ว่าการขับเคลื่อนธุรกิจในไทยจะเป็นไปอย่างราบรื่นและถูกต้องตามระเบียบข้อบังคับทุกประการ 

กรณีที่ควรให้ Lawyer V-Work ช่วยตรวจเป็นพิเศษ

  • ชาวต่างชาติต้องการตั้งบริษัทและเป็นกรรมการเอง
    ควรตรวจตั้งแต่สัดส่วนผู้ถือหุ้น อำนาจกรรมการ ตำแหน่งงาน และเส้นทางขอ Non-B กับ Work Permit ให้สัมพันธ์กัน
  • บริษัทไทยต้องการรับนักลงทุนหรือผู้บริหารต่างชาติ
    ควรตรวจว่าบริษัทมีเอกสารนายจ้างพร้อมหรือไม่ เช่น ทุนจดทะเบียน ภาษี พนักงานไทย สำนักงาน และเอกสารรับเข้าทำงาน
  • นักลงทุนถือวีซ่าท่องเที่ยวอยู่และต้องการเปลี่ยนสถานะ
    ควรตรวจเวลาคงเหลือของการพำนัก เอกสารบริษัท และความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนประเภทวีซ่าก่อนสถานะเดิมหมดอายุ
  • Work Permit ต้องเปลี่ยนนายจ้าง สถานที่ หรือหน้าที่งาน
    ควรดำเนินการแก้ไขให้ตรงกับการทำงานจริง เพราะ Work Permit ผูกกับข้อมูลเฉพาะ ไม่ใช่ใบอนุญาตทำงานทั่วไปทุกตำแหน่ง
  • ธุรกิจมีผู้ถือหุ้นต่างชาติเกิน 49%
    ควรตรวจ Foreign Business Act และความจำเป็นของ Foreign Business License หรือ Certificate ก่อนเริ่มประกอบกิจการจริง

แนวทางเลือกเส้นทางเอกสารให้เหมาะกับนักลงทุนแต่ละประเภท

นักลงทุนต่างชาติแต่ละคนไม่จำเป็นต้องใช้เอกสารชุดเดียวกันทั้งหมด สิ่งสำคัญคือเลือกเส้นทางที่ตรงกับบทบาทจริงและลดความเสี่ยงระยะยาว

  • นักลงทุนที่ถือหุ้นแต่ไม่ได้ทำงาน
    อาจเน้นตรวจโครงสร้างบริษัทและการถือหุ้นก่อน ส่วนวีซ่าขึ้นอยู่กับว่าต้องเดินทางมาไทยบ่อยหรือพำนักระยะยาวหรือไม่
  • นักลงทุนที่เป็นกรรมการและบริหารธุรกิจ
    ควรวางแผน Non-B Visa และ Work Permit ให้ชัด รวมถึงเอกสารบริษัทและลักษณะงานที่ตรงกับตำแหน่งจริง
  • บริษัทต่างชาติถือหุ้น 100%
    ต้องตรวจว่ากิจการอยู่ในกลุ่มที่อนุญาตหรือควบคุมหรือไม่ และอาจต้องพิจารณา Foreign Business License, BOI หรือโครงสร้างการลงทุนอื่น
  • Startup หรือเทคโนโลยีเป้าหมาย
    ควรประเมินทั้ง BOI, Smart Visa และโครงสร้างผู้ถือหุ้น เพราะอาจมีช่องทางที่เหมาะกว่าการใช้ Non-B แบบทั่วไป
  • ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้บริหารระดับสูง
    อาจพิจารณา LTR หรือ Smart Visa หากคุณสมบัติตรง แต่ต้องตรวจว่างานที่จะทำในไทยอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่วีซ่านั้นอนุญาตจริง

สาระสำคัญที่ควรจำก่อนเริ่มลงทุนในไทย

ชาวต่างชาติที่อยากลงทุนทำธุรกิจในไทยควรเริ่มจากการแยกบทบาทของตัวเองให้ชัดก่อนว่าเป็นผู้ถือหุ้น นักลงทุน กรรมการ ผู้บริหาร หรือพนักงานที่ต้องทำงานในไทย เพราะแต่ละบทบาทนำไปสู่เอกสารที่ต่างกัน หากเข้ามาทำงานจริง Non-B Visa และ Work Permit มักเป็นเอกสารหลักที่ต้องพิจารณา แต่ถ้าบริษัทมีผู้ถือหุ้นต่างชาติเกิน 49% หรือทำธุรกิจที่อยู่ในบัญชีควบคุม ก็ต้องดู Foreign Business License หรือโครงสร้างการลงทุนเพิ่มเติม

สำหรับธุรกิจที่เข้าเกณฑ์ส่งเสริมการลงทุน อาจพิจารณา BOI, Smart Visa หรือ LTR Visa ร่วมด้วย แต่ไม่ควรเลือกเส้นทางจากชื่อวีซ่าเพียงอย่างเดียว ควรดูคุณสมบัติจริง ประเภทธุรกิจ แผนลงทุน และเอกสารที่สามารถพิสูจน์ได้

หากต้องการลดความเสี่ยงตั้งแต่ก่อนเริ่มกิจการ การให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจเอกสารธุรกิจ วีซ่า และ Work Permit ตั้งแต่ต้นจะช่วยให้การลงทุนในไทยเดินหน้าได้เป็นระบบมากขึ้น โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับผู้ถือหุ้นต่างชาติ กรรมการต่างชาติ การเปลี่ยนประเภทวีซ่า หรือการขอใบอนุญาตทำงานในบริษัทที่เพิ่งจัดตั้งใหม่

thailand

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ชาวต่างชาติอยากลงทุนทำธุรกิจในไทย ต้องขอวีซ่าอะไร?

โดยทั่วไปหากเข้ามาทำงานหรือบริหารธุรกิจในไทย ควรพิจารณา Non-Immigrant B Visa หรือวีซ่าประเภทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจและการลงทุน แต่หากเป็นเพียงผู้ถือหุ้นที่ไม่ได้ทำงานจริง ต้องดูวัตถุประสงค์การพำนักและบทบาทในบริษัทประกอบ

มี Non-B Visa แล้วทำงานได้ทันทีหรือไม่?

ไม่ควรเข้าใจว่า Non-B เพียงอย่างเดียวทำงานได้ทันที หากมีการทำงานจริงในไทย โดยทั่วไปต้องมี Work Permit หรือได้รับสิทธิยกเว้นตามกฎหมายเฉพาะก่อนเริ่มงาน

ชาวต่างชาติถือหุ้นบริษัทไทยได้กี่เปอร์เซ็นต์?

โดยทั่วไปต้องดูประเภทธุรกิจ หากต่างชาติถือหุ้นมากกว่า 49% บริษัทอาจถูกจัดเป็น Foreign Company และต้องตรวจว่ากิจการอยู่ในบัญชีควบคุมตาม Foreign Business Act หรือไม่

Foreign Business License คืออะไร?

Foreign Business License คือใบอนุญาตสำหรับบริษัทต่างด้าวที่ต้องการประกอบกิจการบางประเภทในไทย โดยเฉพาะธุรกิจใน List 2 หรือ List 3 ตาม Foreign Business Act ซึ่งต่างจาก Work Permit ที่เป็นใบอนุญาตทำงานของบุคคล

นักลงทุนต่างชาติที่เป็นกรรมการบริษัทต้องมี Work Permit ไหม?

หากกรรมการเข้ามาทำงาน บริหารบริษัท ลงนาม ดำเนินกิจการ หรือปฏิบัติงานในไทย ควรตรวจว่าต้องมี Work Permit หรือไม่ เพราะการเป็นกรรมการไม่ได้ทำให้ได้รับสิทธิทำงานอัตโนมัติ

ใช้ Tourist Visa เข้ามาเริ่มธุรกิจได้ไหม?

Tourist Visa มีไว้เพื่อการท่องเที่ยว ไม่เหมาะกับการทำงานหรือบริหารกิจการในไทย หากเริ่มทำงานจริงควรวางแผนเปลี่ยนเป็นวีซ่าที่เหมาะสมและขอ Work Permit ให้ถูกต้อง

ธุรกิจ BOI ต้องขอ Work Permit แบบเดียวกับธุรกิจทั่วไปหรือไม่?

ธุรกิจ BOI มีขั้นตอนและช่องทางเฉพาะสำหรับการนำผู้เชี่ยวชาญหรือพนักงานต่างชาติเข้ามาทำงาน แต่ยังต้องดำเนินการตามระบบที่ BOI, ตรวจคนเข้าเมือง และกรมการจัดหางานกำหนด

Lawyer V-Work ช่วยนักลงทุนต่างชาติเรื่องอะไรได้บ้าง?

Lawyer V-Work สามารถช่วยด้าน Visa Service, Visa Extension, Visa Type Change, Work Permit Application, การต่อ Work Permit, การเปลี่ยนนายจ้าง สถานที่ทำงาน หรือลักษณะงาน รวมถึงให้คำแนะนำเอกสารสำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการทำงานในไทย